สัญลักษณ์เกี่ยวกับคณะ (The Symbol)

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์

ตราสิงห์

“สิงห์” เป็นสัญลักษณ์ที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยมีประเพณีนิยมใช้เป็นตราเครื่องหมายประจำคณะ สิงห์มีที่มาจาก“ตราพระราชสีห์” ซึ่งเป็นตราเครื่องหมายประจำกระทรวงมหาดไทย”

สำหรับราชสีห์ในตราราชสีห์คือ“ไกรษรสีหะหรือไกรสรราชสีห์”ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของราชสีห์ในวรรณคดีไกรษรสีหะหรือไกรสรราชสีห์นั้นโดยประวัติเป็นราชสีห์กินเนื้อ มีลักษณะอย่างสิงโต มีกายสีแดงดั่งย้อมครั่งหรือแดงเหมือนผ้ารัตนกัมพล หรือผ้าขนสัตว์สีแดงซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 ของเครื่องราชาภิเษกของกษัตริย์

ตราราชสีห์ที่นำมาใช้ในตราสัญลักษณ์ของคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์นั้นมีลักษณะรูปร่างที่เรียกว่า“ราชสีห์เผ่น” ซึ่งมีที่มาจากตราพระราชสีห์ที่เป็นตราประทับประจำตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเรียกว่า “ดวงตราพระราชสีห์ใหญ่”และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 แล้ว การใช้ตราประจำตำแหน่งเสนาบดีประทับหนังสือราชการไม่ปรากฏใช้อีกแต่ตราพระราชสีห์ยังใช้เป็นตราประจำกระทรวงมหาดไทยมาจนถึงปัจจุบัน

เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามประเพณีนิยมแห่งคณะรัฐศาสตร์และคณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามจึงขออัญเชิญตรากระทรวงมหาดไทยคือตราพระราชสีห์มาเป็นตราประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์และสาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ อันเปรียบเสมือนกำลังอำนาจแห่งนักปกครองแบบนักรัฐศาสตร์และกำลังอำนาจแห่งนักบริหารแบบนักรัฐประศาสนศาสตร์ และเรียกว่า “สิงห์สารคาม” หรือโดยมีการออกแบบให้เหมาะสมดังภาพ

สีประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
แดงชาติ หมายถึง ชาติไทย หรือ ผืนแผ่นดินไทย หรือ เลือดอันยอมพลีให้แก่ชาติ

“สิงห์” เป็นสัญลักษณ์ที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยมีประเพณีนิยมใช้เป็นตราเครื่องหมายประจำคณะ สิงห์มีที่มาจาก“ตราพระราชสีห์” ซึ่งเป็นตราเครื่องหมายประจำกระทรวงมหาดไทย”

สำหรับราชสีห์ในตราราชสีห์คือ“ไกรษรสีหะหรือไกรสรราชสีห์”ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของราชสีห์ในวรรณคดีไกรษรสีหะหรือไกรสรราชสีห์นั้นโดยประวัติเป็นราชสีห์กินเนื้อ มีลักษณะอย่างสิงโต มีกายสีแดงดั่งย้อมครั่งหรือแดงเหมือนผ้ารัตนกัมพล หรือผ้าขนสัตว์สีแดงซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 ของเครื่องราชาภิเษกของกษัตริย์

ตราราชสีห์ที่นำมาใช้ในตราสัญลักษณ์ของคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์นั้นมีลักษณะรูปร่างที่เรียกว่า“ราชสีห์เผ่น” ซึ่งมีที่มาจากตราพระราชสีห์ที่เป็นตราประทับประจำตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเรียกว่า “ดวงตราพระราชสีห์ใหญ่”และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 แล้ว การใช้ตราประจำตำแหน่งเสนาบดีประทับหนังสือราชการไม่ปรากฏใช้อีกแต่ตราพระราชสีห์ยังใช้เป็นตราประจำกระทรวงมหาดไทยมาจนถึงปัจจุบัน

เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามประเพณีนิยมแห่งคณะรัฐศาสตร์และคณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามจึงขออัญเชิญตรากระทรวงมหาดไทยคือตราพระราชสีห์มาเป็นตราประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์และสาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ อันเปรียบเสมือนกำลังอำนาจแห่งนักปกครองแบบนักรัฐศาสตร์และกำลังอำนาจแห่งนักบริหารแบบนักรัฐประศาสนศาสตร์ และเรียกว่า “สิงห์สารคาม” หรือโดยมีการออกแบบให้เหมาะสมดังภาพ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ “ธงไตรรงค์” เป็น “ธงชาติไทย” เมื่อปลายปี 2460 เพื่อแก้ปัญหาการชักธงช้างเผือกกลับด้าน (ธงช้างเป็นธงชาติไทยที่ใช้มาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) และเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายสัมพันธมิตร

ไตรแปลว่าสามรงค์แปลว่าสี เหตุที่เรียกว่าธงไตรรงค์เพราะประกอบไปด้วย 3 สีคือ แดง ขาวและน้ำเงิน ลักษณะผืนธงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 6 ส่วน ยาว 9 ส่วน ด้านกว้างแบ่งเป็น 5 แถบตลอดความยาวของผืนธง ตรงกลางเป็นแถบสีน้ำเงินแก่กว้าง 2 ส่วนและมีขนาดใหญ่กว่าแถบสีอื่นเป็น 2 เท่า ต่อจากแถบสีน้ำเงินแก่ออกไปทั้ง 2 ข้างทั้งด้านบนและด้านล่างเป็นแถบสีขาวกว้างข้างละ 1 ส่วน ถัดแถบสีขาวไปเป็นแถบสีแดงกว้างข้างละ 1 ส่วนตามลำดับ แต่ละสีมีความหมายและความสำคัญต่อชาติบ้านเมืองเพราะหมายถึงสามสถาบันหลักของชาติคือ

สีแดง หมายถึง ชาติไทย หรือผืนแผ่นดินไทยที่บรรพชนเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องไว้ เราคนไทยจึงควรรักและภูมิใจในความเป็นชาติไทยและร่วมกันรักษาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

สีขาว หมายถึงศาสนาที่ประชาชนไทยจำนวนมากให้ความเคารพนับถือสืบต่อกันมาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ แสดงให้เห็นว่าคนไทยผูกพันกับศาสนามาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

สีน้ำเงินเข้มเจือม่วงหรือสีขาบ เป็นสีที่รัชกาลที่ 6 ทรงเลือกใช้เพราะสีม่วงเป็นสีประจำพระองค์ที่โปรดมาก เนื่องจากเป็นสีประจำวันพระราชสมภพคือวันเสาร์ และสีน้ำเงินยังแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย สีน้ำเงินเข้มบนผืนธงจึงสื่อความหมายถึงพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงพระปรีชาสามารถพิทักษ์รักษาเอกราชของชาติไทยให้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า สีแดงชาติหรือสีแดงธงชาติที่ปรากฏบนผืนธงชาติหรือธงไตรรงค์ สื่อความหมายถึง ชาติไทย หรือ ผืนแผ่นดินไทย หรือ เลือดอันยอมพลีให้แก่ชาติ นั่นเอง

ต้นพฤกษ์: ต้นไม้ประจำคณะต้นพฤกษ์


ต้นพฤกษ์หรือจามจุรีสีทอง

ต้นพฤกษ์หรือจามจุรีสีทอง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฯ ว่า จามจุรี) เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดมหาสารคามนอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อเช่น ก้ามปู ชุงรุ้ง พฤกษ์ (ภาคกลาง) กะซึก (พิจิตร) กาแซ กาไพ แกร๊ะ (สุราษฎร์ธานี) ก้านฮุ้ง (ชัยภูมิ)กรีด (กระบี่) คะโก (ภาคกลาง)จเร (เขมร-ปราจีนบุรี) จ๊าขาม (ภาคเหนือ) จามจุรี ซึก (กรุงเทพฯ) ตุ๊ดถ่อนนา (เลย) ทิตา (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)พญากะบุก (อรัญประเทศ)มะขามโคก มะรุมป่า (นครราชสีมา)ชุ้งรุ้ง มะรุมป่า (นครราชสีมา) กระพี้เขาควาย (เพชรบุรี)มะรุมป่าหรือมะขามโคกซีก มีชื่อสามัญว่าSiris, Kokko, Indian Walnut มีชื่อวิทยาศาสตร์คือAlbizialebbeckBenth.อยู่ในวงศ์ LEGUMINOSAE มีลักษณะทั่วไปคือ เป็นพืชวงศ์ถั่ว เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 20–30 เมตร ผลัดใบ เปลือกนอกขรุขระ สีเทาแก่แตกเป็นร่องยาว เปลือกในสีแดงเลือดนก กระพี้สีขาว แยกจากแก่น กิ่งอ่อนเกลี้ยงหรือมีขนละเอียดประปรายใบเป็นใบประกอบแบบขนนก แกนช่อใบยาว บนแก่นช่อมีช่อแขนงด้านข้าง ใบรูปรี ปลายใบมนโคนใบกลมหรือเบี้ยว หลังใบเกลี้ยง ท้องใบมีขนละเอียด ออกดอกสีขาวเป็นช่อกลมตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่งกลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ผลเป็นฝักรูปบรรทัด แบนและบาง สีเทาอมเหลืองหรือสีฟางข้าว ผิวเกลี้ยงเป็นมัน เมล็ดรูปไข่ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด สภาพที่เหมาะสมที่จะปลูกคือสภาพดินที่เสื่อมโทรม เป็นไม้โตเร็ว ถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของไทย

ดอกไม้ประจำคณะ : กุหลาบแดง:ราชินีแห่งดอกไม้ (Queen of Flowers)


กุหลาบแดง:ราชินีแห่งดอกไม้ (Queen of Flowers)


กุหลาบเกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ล้านปีมาแล้ว โดยพบฟอสซิลที่รัฐโคโลราโดและรัฐโอเรกอนในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่พิสูจน์แล้วว่ากุหลาบป่าเป็นพืชที่มีอายุถึง 40 ล้านปี แต่กุหลาบป่ามีหน้าตาไม่เหมือนกุหลาบสมัยนี้เพราะมนุษย์นำกุหลาบป่ามาปลูกขยายพันธุ์ไปมา

ส่วนตำนานดอกกุหลาบในเมืองไทยนั้นกุหลาบเป็นคำมาจากภาษาเปอร์เชียว่า“คุล” แปลว่าดอกไม้สีแดงหรือดอกกุหลาบเปอร์เซียรับมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง เพราะในภาษาฮินดีมีคำว่า“กุลาพ”(गुलाब) แปลว่าดอกไม้คำว่าคุลหรือกุลาพหมายถึงกุหลาบอย่างที่ไทยเราเรียกกันแต่ไทยออกเสียงเป็นคุลาพแล้วเพี้ยนเป็นกุหลาบส่วนคำว่า “Rose”ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากภาษากรีกว่า“Rhodon” แปลว่ากุหลาบ

กุหลาบเข้ามาในเมืองไทยสมัยใดไม่ทราบแน่ชัดแต่จากบันทึกของ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยพระนารายณ์บันทึกไว้ว่าเห็นกุหลาบที่กรุงศรีอยุธยา และในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกสมัยกรุงศรีอยุธยาที่แต่งโดยเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์กล่าวถึงกุหลาบว่า

    กุหลาบกลิ่นเฟื่องฟุ้ง   เนืองนอง

    หอมรื่นชื่นชมสอง   สังวาส

    นึกกระทงใส่พานทอง   ก่ำเก้า

    หยิบรอจมูกเจ้า   บ่ายหน้าเบือนเสีย

ส่วนตำนานดอกกุหลาบของไทยในพระราชนิพนธ์เรื่องมัทนะพาธาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เล่าว่าเทพบุตรสุเทษณะมาหลงรักเทพธิดามัทนาแต่นางไม่มีใจรักตอบจึงถูกสาบให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบ จึงกลายเป็นตำนานดอกกุหลาบแต่นั้นมาดังนั้น ดอกกุหลาบแดงจึงสื่อหมายถึง ความรักและความปรารถนา